CDP คืออะไร ใช้ข้อมูลลูกค้าเพิ่มยอดขายอย่างไร

CDP คืออะไร ใช้ข้อมูลลูกค้าเพิ่มยอดขายอย่างไร

ธุรกิจส่วนใหญ่มีข้อมูลลูกค้าเยอะกว่าที่คิด แต่กระจายอยู่คนละที่จนใช้ประโยชน์ไม่ได้ ทีมการตลาดเห็นอย่างหนึ่ง ทีมบัญชีเห็นอีกอย่าง ทีมซัพพอร์ตเห็นอีกแบบ ไม่มีใครเห็นภาพรวมของลูกค้าคนเดียวกัน CDP คือเครื่องมือที่แก้ปัญหานี้ บทความนี้อธิบายว่า CDP คืออะไร ต่างจาก CRM อย่างไร และเอาไปใช้เพิ่มยอดขายได้จริงอย่างไร

CDP คืออะไร

CDP ย่อมาจาก Customer Data Platform คือระบบที่รวบรวมข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทางมาไว้ที่เดียว แล้วรวมเป็นโปรไฟล์เดียวต่อลูกค้าหนึ่งคน

สิ่งที่รวมเข้ามาไม่ได้มีแค่ชื่อกับเบอร์โทร แต่รวมถึงพฤติกรรมทั้งหมด เช่น เข้าเว็บมาแล้วกี่ครั้ง ดูหน้าไหนบ้าง ทำรายการครั้งล่าสุดเมื่อไร ยอดรวมเท่าไร เคยทักซัพพอร์ตเรื่องอะไร และเคยได้รับข้อความจากเราแล้วกดหรือไม่

ผลลัพธ์คือแทนที่จะเห็นลูกค้าเป็นแถวในตารางฐานข้อมูล คุณจะเห็นเขาเป็นคนที่มีประวัติและพฤติกรรมชัดเจน ซึ่งเปลี่ยนวิธีที่คุณตัดสินใจทำการตลาดไปทั้งหมด

ต่างจาก CRM อย่างไร

สองคำนี้ถูกใช้สลับกันบ่อยจนสับสน ความต่างหลักอยู่ที่ข้อมูลมาจากไหนและใช้ทำอะไร

หัวข้อCRMCDP
ข้อมูลมาจากไหนทีมงานกรอกเข้าไปเองระบบเก็บอัตโนมัติจากพฤติกรรมจริง
เน้นอะไรบันทึกการติดต่อและดีลที่คุยอยู่รวมพฤติกรรมทุกช่องทางเป็นโปรไฟล์เดียว
เห็นอะไรสิ่งที่ทีมงานบันทึกไว้สิ่งที่ลูกค้าทำจริง แม้ไม่เคยคุยกับใคร
ใช้ทำอะไรได้ติดตามงานขายแบ่งกลุ่มลูกค้าและคาดการณ์พฤติกรรม
ครอบคลุมลูกค้าที่ยังไม่เคยคุยไม่ครอบคลุมครอบคลุม

เลื่อนตารางไปทางซ้ายขวาเพื่อดูทุกคอลัมน์

สรุปสั้น ๆ คือ CRM ตอบว่าทีมงานคุยอะไรกับลูกค้าไปบ้าง ส่วน CDP ตอบว่าลูกค้าทำอะไรกับธุรกิจของคุณบ้าง ธุรกิจที่มีลูกค้าจำนวนมากและติดต่อกันผ่านระบบมากกว่าผ่านคน จะได้ประโยชน์จาก CDP มากกว่า

ใช้เพิ่มยอดขายได้อย่างไร

1แบ่งกลุ่มลูกค้าจากพฤติกรรมจริง

การส่งข้อความเดียวกันหาลูกค้าทุกคนคือวิธีที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด เพราะลูกค้าใหม่กับลูกค้าที่ใช้บริการมาสองปีต้องการคนละอย่าง

เมื่อมี CDP คุณแบ่งกลุ่มจากพฤติกรรมได้ทันที เช่น คนที่ทำรายการเดือนละหลายครั้ง คนที่เคยทำแค่ครั้งเดียวแล้วหายไป หรือคนที่เข้าเว็บบ่อยแต่ยังไม่เคยทำรายการเลย สามกลุ่มนี้ควรได้รับข้อความคนละแบบและคนละจังหวะ

ข้อความที่ตรงกับสถานการณ์ของคนอ่านได้ผลตอบแทนสูงกว่าข้อความเหมาโหลอย่างมีนัยสำคัญ และยังลดโอกาสที่ลูกค้าจะรำคาญจนบล็อกช่องทางของคุณด้วย

2รู้ล่วงหน้าว่าใครกำลังจะหาย

ลูกค้าไม่ได้หายไปทันที เขาส่งสัญญาณก่อนเสมอ เช่น ความถี่ในการทำรายการลดลง ยอดต่อครั้งน้อยลง หรือเข้าเว็บน้อยลงกว่าที่เคย

CDP ที่ดีจะจับรูปแบบนี้แล้วแจ้งเตือนก่อนที่เขาจะหายไปจริง ทำให้ทีมงานเข้าไปดูแลได้ทัน ซึ่งได้ผลกว่าและถูกกว่าการหาลูกค้าใหม่มาแทนมาก

ตัวเลขที่ควรรู้ต้นทุนการหาลูกค้าใหม่สูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิมหลายเท่าในเกือบทุกธุรกิจ การลดอัตราลูกค้าหายลงแม้เพียงเล็กน้อยจึงส่งผลต่อกำไรมากกว่าการเพิ่มงบโฆษณา

3รู้ว่าช่องทางไหนได้ลูกค้าที่มีคุณภาพ

รายงานโฆษณาบอกได้แค่ว่าช่องทางไหนได้ลูกค้ามากี่คนและต้นทุนต่อคนเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าลูกค้าจากช่องทางนั้นอยู่กับคุณนานแค่ไหนและใช้จ่ายเท่าไร

เมื่อ CDP เก็บทั้งช่องทางที่มาและพฤติกรรมหลังจากนั้น คุณจะเห็นว่าช่องทางที่ต้นทุนต่อคนถูกที่สุดอาจได้ลูกค้าที่หายเร็วที่สุด ในขณะที่ช่องทางที่แพงกว่าได้ลูกค้าที่อยู่นานและใช้จ่ายมากกว่า ข้อมูลนี้เปลี่ยนการจัดสรรงบโฆษณาได้ทันที

4ให้ทีมซัพพอร์ตตอบได้ตรงจุด

เมื่อลูกค้าทักเข้ามา เจ้าหน้าที่ที่เห็นประวัติครบจะตอบได้ดีกว่าคนที่ต้องถามข้อมูลใหม่ทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าลูกค้าคนนี้เคยเจอปัญหาอะไรมาก่อน

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่กระทบยอดขายโดยตรง เพราะลูกค้าที่ต้องเล่าเรื่องเดิมซ้ำสามรอบมักเลิกกลางคัน

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนใช้ CDP

  1. 1ระบุตัวตนลูกค้าให้ได้ ต้องมีตัวระบุที่ใช้ร่วมกันทุกช่องทาง เช่น เบอร์โทรหรืออีเมล ไม่อย่างนั้นระบบจะแยกคนเดียวกันเป็นหลายโปรไฟล์
  2. 2ข้อมูลต้องสะอาดพอสมควร เบอร์ที่กรอกผิดรูปแบบ ชื่อที่สะกดต่างกัน หรือรายการซ้ำ ทำให้รวมโปรไฟล์ผิด ควรจัดระเบียบก่อน
  3. 3รู้ว่าจะใช้ตอบคำถามอะไร อย่าเก็บทุกอย่างเพราะเก็บได้ ควรเริ่มจากคำถามที่อยากตอบ เช่น ใครกำลังจะหาย แล้วค่อยดูว่าต้องเก็บข้อมูลอะไรบ้าง
  4. 4ฐานทางกฎหมายในการใช้ข้อมูล การเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ควรตรวจกับที่ปรึกษาว่าสิ่งที่จะทำมีฐานรองรับ และมีช่องทางให้ลูกค้าขอลบข้อมูลได้

สามข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

เก็บข้อมูลแต่ไม่เคยใช้หลายธุรกิจติดตั้ง CDP แล้วปล่อยไว้เฉย ๆ เพราะไม่มีใครรับผิดชอบเอาไปใช้ ควรกำหนดตั้งแต่แรกว่าใครจะดูข้อมูลนี้ทุกสัปดาห์และเอาไปทำอะไร

แบ่งกลุ่มละเอียดเกินไปการแบ่งเป็นยี่สิบกลุ่มทำให้ต้องทำเนื้อหายี่สิบชุด ซึ่งไม่มีทีมไหนทำไหว เริ่มจากสามถึงสี่กลุ่มที่ต่างกันชัดเจนก่อน แล้วค่อยแตกย่อยเมื่อเห็นผล

เชื่อการคาดการณ์โดยไม่ตรวจสอบโมเดลคาดการณ์ลูกค้าหายเป็นเครื่องมือช่วยจัดลำดับ ไม่ใช่คำตอบที่ถูกเสมอ ควรสุ่มตรวจว่าคนที่ระบบเตือนมาหายจริงหรือไม่ แล้วปรับเกณฑ์ตามความเป็นจริงของธุรกิจคุณ

เริ่มใช้อย่างไรให้เห็นผลเร็ว

อย่าเริ่มจากการวางระบบทั้งหมดให้สมบูรณ์ก่อน เพราะจะใช้เวลานานจนทีมหมดแรงก่อนได้เห็นผล เริ่มจากคำถามเดียวแล้วขยาย

  1. 1เลือกคำถามเดียวที่อยากตอบ เช่น ลูกค้าที่หายไปมีพฤติกรรมอะไรร่วมกัน
  2. 2ดูข้อมูลย้อนหลังเพื่อหาคำตอบ แล้วตั้งเกณฑ์เตือนจากสิ่งที่เจอ
  3. 3ทดลองกับกลุ่มเล็กก่อน เช่น ส่งข้อความหาคนที่เข้าเกณฑ์ 100 คน
  4. 4วัดผลเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ส่ง เพื่อดูว่าต่างกันจริงไหม
  5. 5ถ้าได้ผลค่อยขยาย ถ้าไม่ได้ผลให้ปรับเกณฑ์แล้วลองใหม่

สรุป

CDP ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษที่ติดตั้งแล้วยอดขายขึ้นเอง แต่เป็นการเปลี่ยนจากการเดาว่าลูกค้าต้องการอะไร มาเป็นการดูจากสิ่งที่เขาทำจริง

คุณค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณข้อมูลที่เก็บได้ แต่อยู่ที่มีคนเอาข้อมูลนั้นไปตัดสินใจจริงทุกสัปดาห์หรือไม่ ธุรกิจที่ใช้ข้อมูลน้อยแต่ใช้สม่ำเสมอ ได้ผลมากกว่าธุรกิจที่เก็บทุกอย่างแล้วไม่เคยเปิดดู

อ่านต่อในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง

อยากเห็นข้อมูลลูกค้ารวมอยู่ที่เดียว

นัดดูเดโม่กับทีมงาน เราจะเปิดหน้าโปรไฟล์ลูกค้าในระบบจริงให้ดู ตั้งแต่ประวัติการทำรายการ พฤติกรรมการเข้าใช้งาน จนถึงการแบ่งกลุ่มและการแจ้งเตือนลูกค้าที่เสี่ยงจะหาย

ดูรายละเอียดระบบได้ที่ หน้าบริการ หรือดูราคาแบบเปิดเผยที่ หน้าแพ็กเกจ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาและดูเดโม่