SMS ยังเป็นช่องทางที่เข้าถึงลูกค้าได้ตรงที่สุด เพราะไม่ต้องพึ่งอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มไหนและไม่ต้องให้ลูกค้ากดติดตามก่อน แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ส่งแล้วไม่ได้ผลเพราะข้อความมาจากเบอร์แปลกที่ลูกค้าไม่รู้จัก บทความนี้อธิบายว่า Sender Name คืออะไร ทำไมมันเปลี่ยนอัตราการเปิดอ่านได้ และควรเตรียมอะไรก่อนเริ่มใช้
Sender Name คืออะไร
Sender Name คือชื่อผู้ส่งที่แสดงแทนเบอร์โทรศัพท์ในหน้ารายการข้อความของมือถือ แทนที่ลูกค้าจะเห็นเบอร์ 11 หลักที่ไม่รู้ว่าใคร เขาจะเห็นชื่อแบรนด์ของคุณเป็นชื่อผู้ส่งแทน
ความต่างนี้ฟังดูเล็กแต่ส่งผลมาก เพราะการตัดสินใจว่าจะเปิดอ่านหรือลบทิ้งเกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาทีจากสิ่งเดียวที่ลูกค้าเห็นก่อน นั่นคือชื่อผู้ส่ง ถ้าเป็นเบอร์แปลก สมองจะจัดให้เป็นสแปมทันทีโดยไม่ต้องอ่านเนื้อหา
อีกข้อที่คนมักไม่รู้คือข้อความจาก Sender Name เดียวกันจะถูกจัดรวมอยู่ในกล่องสนทนาเดียวกัน ทำให้ลูกค้าเห็นประวัติที่คุณเคยส่งมาก่อน ซึ่งช่วยยืนยันว่าเป็นแบรนด์จริง ต่างจากการส่งจากเบอร์สุ่มที่กระจายเป็นกล่องแยกทุกครั้ง
ต่างจากการส่งด้วยเบอร์ธรรมดาอย่างไร
| หัวข้อ | ส่งด้วยเบอร์ | ส่งด้วย Sender Name |
|---|---|---|
| สิ่งที่ลูกค้าเห็น | เบอร์ที่ไม่รู้จัก | ชื่อแบรนด์ของคุณ |
| การจัดกล่องข้อความ | แยกกล่องทุกครั้งที่เบอร์เปลี่ยน | รวมอยู่กล่องเดียว เห็นประวัติเก่า |
| ความน่าเชื่อถือ | ต่ำ ถูกมองเป็นสแปมง่าย | สูงกว่าชัดเจน |
| ลูกค้าตอบกลับได้ | ได้ | ไม่ได้ ต้องบอกช่องทางติดต่ออื่น |
| ต้องลงทะเบียนก่อน | ไม่ต้อง | ต้อง และใช้เวลาอนุมัติ |
| ค่าใช้จ่าย | ถูกกว่าต่อข้อความ | มีค่าลงทะเบียนและค่าต่อข้อความสูงกว่า |
เลื่อนตารางไปทางซ้ายขวาเพื่อดูทุกคอลัมน์
ข้อที่ต้องระวังที่สุดคือลูกค้าตอบกลับไม่ได้ ถ้าเนื้อหาที่ส่งเป็นเรื่องที่ลูกค้าอาจอยากถามต่อ ต้องใส่ช่องทางติดต่อไว้ในข้อความเสมอ ไม่อย่างนั้นเขาจะพิมพ์ตอบกลับแล้วไม่มีใครได้รับ
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนขอ Sender Name
1เอกสารยืนยันตัวตนของธุรกิจ
ผู้ให้บริการ SMS ทุกรายต้องตรวจสอบว่าชื่อที่คุณขอใช้เป็นชื่อที่คุณมีสิทธิ์ใช้จริง เพื่อป้องกันการปลอมเป็นแบรนด์อื่น เอกสารที่มักต้องใช้คือหนังสือรับรองบริษัท และเอกสารแสดงความเกี่ยวข้องระหว่างชื่อที่ขอกับธุรกิจ
ถ้าชื่อที่ขอไม่ตรงกับชื่อนิติบุคคล เช่น จดทะเบียนชื่อหนึ่งแต่ทำการค้าอีกชื่อหนึ่ง มักต้องมีเอกสารเพิ่ม เช่น ใบสำคัญเครื่องหมายการค้า หรือเอกสารแสดงการใช้ชื่อทางการค้านั้น
2เลือกชื่อให้ถูกตั้งแต่แรก
Sender Name มีข้อจำกัดด้านความยาว โดยทั่วไปไม่เกิน 11 ตัวอักษรภาษาอังกฤษ และมักไม่รองรับภาษาไทยหรืออักขระพิเศษ
ควรใช้ชื่อแบรนด์ที่ลูกค้าคุ้นตรง ๆ ไม่ใช่ตัวย่อที่คนภายในเข้าใจกันเอง เพราะจุดประสงค์ทั้งหมดคือให้ลูกค้าจำได้ทันที ถ้าเห็นแล้วยังต้องคิดว่าใคร ก็เท่ากับเสียเงินค่าลงทะเบียนไปเปล่า
3เผื่อเวลาอนุมัติ
กระบวนการอนุมัติต้องผ่านทั้งผู้ให้บริการ SMS และเครือข่ายมือถือแต่ละค่าย ซึ่งใช้เวลาหลายวันทำการ ไม่ใช่เปิดใช้ได้ทันที
ถ้าวางแผนทำแคมเปญที่ต้องใช้ SMS ควรเริ่มกระบวนการล่วงหน้าอย่างน้อยสองถึงสามสัปดาห์ เผื่อกรณีที่เอกสารไม่ครบแล้วต้องยื่นเพิ่ม ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด
4ฐานข้อมูลเบอร์ที่ได้รับความยินยอม
เรื่องนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดให้การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการตลาดต้องมีฐานทางกฎหมายรองรับ ซึ่งกรณีส่งข้อความโฆษณามักต้องอาศัยความยินยอม
สิ่งที่ควรทำคือเก็บหลักฐานไว้เสมอว่าลูกค้าให้ความยินยอมเมื่อไร ผ่านช่องทางไหน และมีช่องทางให้ยกเลิกรับข้อความได้ง่าย ซื้อรายชื่อเบอร์มาส่งเป็นวิธีที่เสี่ยงทั้งทางกฎหมายและทางแบรนด์ รายละเอียดของกฎหมายควรตรวจกับที่ปรึกษาด้านนี้โดยตรง
เขียนข้อความอย่างไรให้ได้ผล
Sender Name ทำให้ลูกค้าเปิดอ่าน แต่เนื้อหาคือสิ่งที่ทำให้เขาทำตาม สี่ข้อนี้ใช้ได้กับ SMS ทุกประเภท
- 1บอกเรื่องสำคัญในบรรทัดแรก มือถือแสดงตัวอย่างข้อความแค่ประมาณ 40 ตัวอักษรแรก ถ้าบรรทัดแรกเป็นคำทักทาย ลูกค้าจะไม่รู้ว่าข้อความเกี่ยวกับอะไร
- 2ให้ทำอย่างเดียว หนึ่งข้อความควรมีสิ่งที่อยากให้ทำแค่อย่างเดียว ถ้าใส่สามอย่างพร้อมกัน ลูกค้าจะไม่ทำสักอย่าง
- 3ใส่ช่องทางติดต่อ เพราะตอบกลับ SMS ไม่ได้ ต้องบอกว่าถ้ามีคำถามให้ติดต่อทางไหน ไม่อย่างนั้นลูกค้าที่สนใจจะติดต่อคุณไม่ได้
- 4ใช้ลิงก์สั้นที่วัดผลได้ จะได้รู้ว่ามีคนกดกี่คน ไม่ใช่รู้แค่ว่าส่งไปกี่ข้อความ
สามข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียเงินเปล่า
ส่งถี่เกินไปSMS แทรกเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของลูกค้ามากกว่าช่องทางอื่น การส่งบ่อยทำให้ถูกบล็อกและเสียความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์แบบถาวร ควรกำหนดความถี่สูงสุดต่อคนไว้ชัดเจน
ส่งเหมือนกันหมดทุกคนลูกค้าใหม่กับลูกค้าเก่าที่ใช้บริการมานานควรได้รับข้อความคนละแบบ การแบ่งกลุ่มก่อนส่งทำให้ผลลัพธ์ต่างกันชัดเจน และต้องอาศัยข้อมูลลูกค้าที่รวมอยู่ที่เดียว
ไม่วัดผลอะไรเลยถ้าวัดแค่จำนวนข้อความที่ส่งสำเร็จ จะไม่มีทางรู้ว่าคุ้มหรือไม่ ควรวัดถึงอัตราการกดลิงก์และจำนวนคนที่ทำรายการจริงหลังได้รับข้อความ
ทำไม SMS ควรอยู่ในระบบหลังบ้านเดียวกัน
ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้บริการส่ง SMS แยกจากระบบหลังบ้าน ซึ่งทำงานได้แต่สร้างงานเพิ่มโดยไม่จำเป็น เพราะต้องส่งออกรายชื่อจากระบบหนึ่งไปนำเข้าอีกระบบทุกครั้ง และผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็ไม่ผูกกับโปรไฟล์ลูกค้า
เมื่ออยู่ในระบบเดียวกัน คุณจะเลือกกลุ่มเป้าหมายจากพฤติกรรมจริงได้ทันที เช่น ลูกค้าที่ไม่ได้ใช้งานเกิน 30 วัน แล้วผลการส่งจะบันทึกกลับเข้าโปรไฟล์ของแต่ละคนโดยอัตโนมัติ ทำให้รู้ว่าใครเปิดอ่านและใครทำรายการต่อ
ดูรายละเอียดระบบการตลาดที่ทำงานร่วมกับระบบสมาชิกและระบบธนาคารได้ที่ หน้าระบบ ALLFORBET
สรุป
Sender Name เปลี่ยนสิ่งที่ลูกค้าเห็นก่อนตัดสินใจว่าจะเปิดอ่านหรือไม่ จากเบอร์แปลกเป็นชื่อแบรนด์ที่เขารู้จัก ซึ่งเป็นจุดที่ตัดสินผลลัพธ์ทั้งหมดของแคมเปญ
แต่ Sender Name เป็นแค่ประตูบานแรก สิ่งที่ทำให้ลูกค้าทำตามคือเนื้อหาที่ตรงกับเขา ส่งในความถี่ที่พอดี และมีช่องทางให้ติดต่อกลับ ถ้าสามอย่างนี้ครบ SMS จะเป็นช่องทางที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดช่องทางหนึ่ง
- ระบบ ALLFORBET One Stop Serviceระบบการตลาดที่รวม SMS, Telesale และ SEO ไว้ในหลังบ้านเดียว
- เลือกผู้ให้บริการระบบหลังบ้าน 7 ข้อที่ต้องตรวจคำถามที่ควรถามก่อนเลือกระบบที่มีเครื่องมือการตลาด
- บริการทั้งหมด รวมระบบ ALLFORBET และ XGAMBETเปรียบเทียบเครื่องมือการตลาดของทั้งสองระบบ
- แพ็กเกจและราคา รวมโมดูลเสริมดูว่าเครื่องมือการตลาดรวมอยู่ในแพ็กเกจไหน
อยากส่ง SMS จากระบบหลังบ้านโดยตรง
นัดดูเดโม่กับทีมงาน เราจะเปิดหน้าส่ง SMS ในระบบจริงให้ดู ตั้งแต่การเลือกกลุ่มเป้าหมายจากพฤติกรรมลูกค้า จนถึงหน้ารายงานผลการส่ง
ดูรายละเอียดระบบได้ที่ หน้าบริการ หรือดูราคาแบบเปิดเผยที่ หน้าแพ็กเกจ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาและดูเดโม่

