ทุกแบรนด์ที่เริ่มเป็นที่รู้จักจะมีคนเอาชื่อไปใช้ไม่ช้าก็เร็ว บางรายทำเว็บที่หน้าตาเหมือนกันแทบทุกจุด บางรายแค่ใช้ชื่อคล้ายเพื่อดักคนที่พิมพ์ผิด ผลเสียตกกับทั้งลูกค้าที่โดนหลอกและแบรนด์ที่เสียชื่อ บทความนี้รวมวิธีสังเกตเว็บปลอม และสิ่งที่เจ้าของแบรนด์ควรทำเพื่อป้องกันไว้ก่อน
รูปแบบที่พบบ่อยที่สุด
ก่อนจะดูวิธีสังเกต ควรรู้ก่อนว่าคนทำเว็บปลอมใช้วิธีไหนบ้าง เพราะแต่ละแบบต้องระวังคนละจุด
- 1ชื่อโดเมนใกล้เคียง เปลี่ยนตัวอักษรตัวเดียว สลับตำแหน่ง หรือเติมคำต่อท้าย เช่น เติมคำว่า official หรือ vip เข้าไป เพื่อดักคนที่พิมพ์ผิดหรือจำไม่แม่น
- 2เปลี่ยนนามสกุลโดเมน ใช้ชื่อเดียวกันเป๊ะแต่เปลี่ยนส่วนท้าย เช่นจาก .vip เป็นนามสกุลอื่น วิธีนี้อันตรายที่สุดเพราะดูแล้วแทบไม่ต่าง
- 3ก๊อปหน้าเว็บทั้งหมด คัดลอกดีไซน์ โลโก้ และข้อความไปทั้งชุด บางรายก๊อปแม้กระทั่งรีวิวและชื่อทีมงาน
- 4บัญชีโซเชียลปลอม ตั้งชื่อและใช้รูปโปรไฟล์เดียวกับของจริง แล้วทักหาลูกค้าก่อนโดยอ้างว่าเป็นทีมงาน
- 5หน้าที่อ้างว่าเป็นทางเข้าสำรอง บอกว่าเว็บหลักเข้าไม่ได้ ให้ใช้ลิงก์นี้แทน ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลกับคนที่กำลังรีบ
เจ็ดจุดที่ตรวจได้เองภายในหนึ่งนาที
1ตรวจชื่อโดเมนทีละตัวอักษร
อ่านชื่อโดเมนช้า ๆ ทีละตัว อย่ากวาดตาผ่าน เพราะสมองคนเรามีแนวโน้มอ่านคำที่คุ้นเคยแบบข้ามตัวอักษร คนทำเว็บปลอมอาศัยจุดนี้โดยเฉพาะ
ตัวอักษรที่มักถูกใช้สลับกันคือ เลขศูนย์กับตัวโอ เลขหนึ่งกับตัวแอลตัวเล็ก และตัวเอ็มกับตัวอาร์เอ็นที่ติดกัน ถ้าเห็นชื่อยาวผิดปกติหรือมีคำต่อท้ายแปลก ๆ ให้ระวังไว้ก่อน
2ดูว่ามีข้อมูลนิติบุคคลหรือไม่
เว็บจริงของธุรกิจที่ดำเนินการอย่างถูกต้องจะระบุชื่อผู้ประกอบการและช่องทางติดต่อไว้ชัดเจน ส่วนเว็บปลอมมักมีแต่ปุ่มให้แชทอย่างเดียว ไม่มีข้อมูลว่าใครเป็นเจ้าของ
ตรวจหน้าติดต่อเราและส่วนท้ายเว็บ ถ้าไม่มีข้อมูลอะไรเลยนอกจากลิงก์แชท นั่นคือสัญญาณที่ชัดที่สุดอย่างหนึ่ง
3ตรวจวันที่และความสดของเนื้อหา
เว็บปลอมมักก๊อปเนื้อหามาครั้งเดียวแล้วปล่อยทิ้ง ทำให้บทความหยุดอยู่ที่วันที่ก๊อปมา ในขณะที่เว็บจริงมีเนื้อหาใหม่เพิ่มเรื่อย ๆ
ลองดูบทความล่าสุดว่าลงเมื่อไร ถ้าเว็บดูใหญ่โตแต่ไม่มีอะไรใหม่มาหลายเดือน ให้ตั้งข้อสงสัยไว้
4สังเกตความผิดปกติของภาษา
เว็บที่ก๊อปมามักมีจุดที่ลืมแก้ เช่น ชื่อแบรนด์เดิมหลงเหลืออยู่ในบางหน้า ลิงก์ที่กดแล้วเด้งไปเว็บอื่น หรือข้อความที่แปลมาแบบแข็ง ๆ ไม่เหมือนคนไทยเขียน
อีกจุดคือความไม่สอดคล้องกันเอง เช่น หน้าแรกบอกว่าเปิดมา 8 ปี แต่อีกหน้าบอก 3 ปี ซึ่งเกิดจากการก๊อปมาหลายแหล่งแล้วไม่ได้ตรวจ
5ตรวจใบรับรอง HTTPS
ทุกเว็บควรขึ้นต้นด้วย https และมีกุญแจล็อกในแถบที่อยู่ แต่ต้องเข้าใจว่า HTTPS ไม่ได้แปลว่าเว็บนั้นเป็นของจริง เพราะใครก็ขอใบรับรองฟรีได้
สิ่งที่ควรทำคือกดที่กุญแจล็อกแล้วดูว่าใบรับรองออกให้กับโดเมนไหน ถ้าชื่อโดเมนในใบรับรองไม่ตรงกับที่คุณคิดว่ากำลังเข้าอยู่ ให้ปิดทันที
6ระวังความเร่งรีบและข้อเสนอที่ดีเกินจริง
เว็บและบัญชีปลอมมักใช้ความเร่งเป็นเครื่องมือ เช่น บอกว่าโปรหมดวันนี้ หรือให้รีบโอนก่อนสิทธิ์หมด เพราะยิ่งคุณมีเวลาคิดน้อย ยิ่งมีโอกาสตรวจสอบน้อย
หลักง่าย ๆ คือถ้ามีใครเร่งให้คุณโอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัวภายในเวลาจำกัด ให้หยุดก่อนเสมอ ข้อเสนอที่ดีจริงจะไม่หายไปเพราะคุณใช้เวลาตรวจสอบสิบนาที
7ตรวจกับช่องทางทางการก่อนเสมอ
วิธีที่แน่นอนที่สุดคือกลับไปที่ช่องทางที่คุณรู้ว่าเป็นของจริง แล้วถามยืนยันว่าลิงก์หรือบัญชีที่เจอเป็นของเขาหรือไม่
อย่าใช้ลิงก์ที่คนทักมาให้ในการตรวจสอบ เพราะถ้าคนนั้นเป็นมิจฉาชีพ ลิงก์ที่ให้มาก็ปลอมทั้งหมด ให้พิมพ์ที่อยู่เว็บเองหรือใช้ลิงก์ที่บันทึกไว้แต่แรก
ตารางสรุปสำหรับเช็กเร็ว
| จุดตรวจ | เว็บจริงควรเป็นแบบไหน | สัญญาณอันตราย |
|---|---|---|
| ชื่อโดเมน | ตรงเป๊ะกับที่แบรนด์ประกาศไว้ | สะกดใกล้เคียงหรือเปลี่ยนนามสกุล |
| ข้อมูลผู้ประกอบการ | ระบุชัดเจนพร้อมช่องทางติดต่อ | มีแต่ปุ่มแชท ไม่บอกว่าใคร |
| เนื้อหาใหม่ | อัปเดตต่อเนื่อง | หยุดนิ่งมานาน |
| ความสอดคล้อง | ข้อมูลตรงกันทุกหน้า | ตัวเลขและชื่อขัดกันเอง |
| ใบรับรอง HTTPS | ออกให้กับโดเมนที่ถูกต้อง | ชื่อในใบรับรองไม่ตรง |
| วิธีชักชวน | ให้เวลาตัดสินใจ | เร่งให้โอนหรือให้ข้อมูลทันที |
| ช่องทางติดต่อ | ตรงกับที่ประกาศบนเว็บทางการ | บัญชีที่ทักหาคุณก่อน |
เลื่อนตารางไปทางซ้ายขวาเพื่อดูทุกคอลัมน์
สิ่งที่เจ้าของแบรนด์ควรทำเพื่อป้องกัน
การสอนลูกค้าให้สังเกตเป็นแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งคือเจ้าของแบรนด์ต้องทำให้การตรวจสอบเป็นเรื่องง่ายสำหรับลูกค้า
1ประกาศช่องทางทางการไว้ที่เดียว
ทำหน้าที่รวมโดเมน บัญชีโซเชียล และช่องทางติดต่อทั้งหมดไว้ แล้วอ้างอิงหน้านี้ทุกครั้งที่สื่อสารกับลูกค้า เมื่อมีคนสงสัย เขาจะมีที่เดียวให้ตรวจสอบแทนที่จะต้องเดาเอง
2ประกาศให้ชัดว่าไม่มีเว็บสำรอง
ข้ออ้างที่มิจฉาชีพใช้บ่อยที่สุดคือบอกว่าเป็นทางเข้าสำรอง ถ้าคุณประกาศไว้ล่วงหน้าว่าไม่มีเว็บสำรองเลย ข้ออ้างนี้จะใช้ไม่ได้ทันที
3บอกสิ่งที่คุณจะไม่ทำ
ระบุให้ชัดว่าทีมงานจะไม่ทักหาลูกค้าก่อน ไม่ขอรหัสผ่าน และไม่ให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคล เมื่อลูกค้ารู้ล่วงหน้าว่าอะไรคือสิ่งที่เราไม่ทำ เขาจะจับสิ่งผิดปกติได้เอง
4จดโดเมนที่ใกล้เคียงไว้ก่อน
ถ้างบพอ การจดโดเมนที่สะกดใกล้เคียงและนามสกุลอื่นไว้เอง แล้ว redirect กลับมาที่เว็บหลัก เป็นการป้องกันที่ถูกกว่าการตามแก้ทีหลังมาก
5มีช่องทางให้ลูกค้าแจ้งเมื่อเจอของปลอม
ลูกค้าคือคนที่เจอเว็บปลอมก่อนคุณเสมอ ทำให้เขาแจ้งได้ง่ายและตอบกลับทุกครั้ง คุณจะรู้ปัญหาเร็วขึ้นมากและลูกค้าจะรู้สึกว่าแบรนด์ใส่ใจ
ถ้าเจอเว็บปลอมแล้วควรทำอย่างไร
เก็บหลักฐานก่อนบันทึกภาพหน้าจอ ที่อยู่เว็บเต็ม และวันเวลาที่พบ ก่อนจะแจ้งใคร เพราะเว็บปลอมมักถูกปิดหรือแก้ไขอย่างรวดเร็วเมื่อรู้ตัว
แจ้งเจ้าของแบรนด์ถ้าคุณเป็นลูกค้า แจ้งไปที่ช่องทางทางการเพื่อให้เขาดำเนินการต่อ อย่าไปโต้ตอบกับเว็บปลอมเอง
อย่าให้ข้อมูลเพิ่มเติมถ้าเผลอกรอกข้อมูลไปแล้ว ให้เปลี่ยนรหัสผ่านที่ใช้ซ้ำกับที่อื่นทันที และแจ้งธนาคารถ้าให้ข้อมูลทางการเงินไป
สรุป
เว็บปลอมอาศัยสองอย่างเป็นหลัก คือความคุ้นเคยที่ทำให้คนอ่านโดเมนแบบข้าม ๆ และความเร่งรีบที่ทำให้ไม่มีเวลาตรวจสอบ วิธีป้องกันที่ได้ผลที่สุดจึงเป็นการชะลอตัวเองสักหนึ่งนาทีเพื่อตรวจสองอย่าง คือชื่อโดเมนทีละตัวอักษร และช่องทางที่มาว่าเป็นของจริงหรือไม่
ฝั่งเจ้าของแบรนด์ สิ่งที่ทำได้คือประกาศช่องทางทางการไว้ที่เดียว บอกให้ชัดว่าไม่มีเว็บสำรอง และบอกสิ่งที่ทีมงานจะไม่ทำ สามอย่างนี้ทำให้ลูกค้าตรวจสอบเองได้โดยไม่ต้องถามทุกครั้ง
- ทางเข้า ALLFORBET รวมช่องทางทางการทั้งหมดตรวจสอบว่าลิงก์หรือบัญชีที่เจอเป็นของเราจริงหรือไม่
- ข้อมูลเว็บที่ตรวจสอบได้และนโยบายรีวิวข้อมูลบริษัทที่ผู้ให้บริการควรกล้าเปิดเผย
- เลือกผู้ให้บริการระบบหลังบ้าน 7 ข้อที่ต้องตรวจเกณฑ์ตรวจความน่าเชื่อถือก่อนเซ็นสัญญา
- ติดต่อ ALLFORBET ศูนย์ช่วยเหลือลูกค้าแจ้งเมื่อพบเว็บหรือบัญชีที่แอบอ้างชื่อเรา
เจอเว็บหรือบัญชีที่แอบอ้างชื่อเรา
แจ้งมาได้ทันทีพร้อมภาพหน้าจอและที่อยู่เว็บ เราตรวจสอบและดำเนินการทุกเคส และจะแจ้งกลับให้ทราบผล
ตรวจช่องทางทางการทั้งหมดได้ที่ หน้าทางเข้า หรือดูข้อมูลเว็บที่ตรวจสอบได้ที่ หน้าข้อมูลเว็บ

